Home ข้อคิด “ขายดีจนเจ๊ง” ข้อคิดเตือน..ชีวิตคนได้ดีมากๆ

“ขายดีจนเจ๊ง” ข้อคิดเตือน..ชีวิตคนได้ดีมากๆ

9 second read
0
0
80

คนค้าขาย บางคน บางเจ้า ขายดีจนเจ๊ง… อ่ านไม่ผิดหรอกครับ หมายความอย่างนั้นจริงๆ

ขายดี…จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ง แล้วต้องปิดตัวลงแบบเจ้าตัวยังงงๆ กับชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุการณ์เช่นนี้

มักเกิดขึ้นกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กในบ้ านเรา (ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอ า ห า ร ร้านจิปาถะ)

ที่เริ่มต้นเติบโตมาจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

เอาความเชี่ยวชาญนั้นมาทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า มีลูกค้ามากมายแต่อยู่ๆ

ก็เกิดอาการซวนเซ แล้วเจ๊งไปซะง่ายๆ มีเพื่อนรายหนึ่ง อยู่ในอาการที่ว่ามานี้โชคดี

ที่มาถามก่อนเจ๊ง เพื่อนมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ธุรกิจไปได้ดี ลูกค้ามากมาย

ยอดขายแต่ละวัน…นับเงินเมื่อยมือ แต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในธุรกิจ เหมือนเติมไม่เต็ม

ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมาผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า

” เป็นเจ้าของกิจการมีเงินเดือน เดือนละเท่าไหร่…? “

เงียบ…แทนคำตอบ ก่อนที่จะถามกลับ มาว่าทำไม ต้องมีเงินเดือน ในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้ว

ผมถามคำถามที่สอง “แล้วเจ้าของใช้เงิน เดือนละเท่าไหร่?”

ลังเลนิดหนึ่งก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าเดือนละเท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไร ก็หยิบไปจากลิ้นชัก

ไม่ได้จดไว้ว่าเท่าไหร่ อาศัยว่าถ้าเงินพอก็หยิบไปได้ ถ้าไม่พอ ก็รอให้เงินพอก่อน

แล้วค่อยหยิบผมถามคำถามที่สาม ” เงินที่หยิบจากลิ้น ชั ก ไป เอาไปซื้ ออะไรบ้ าง “

คราวนี้สาธย าย ย า ว เ ห ยี ย ด…ก็ซื้ อทุกอย่าง กินข้าวซื้ อของเข้าบ้านเลี้ยงสังสรรค์ ผ่ อนรถ…ฯลฯ

ผมสรุป…”นั่นแหละสาเหตุ” คนทำธุรกิจแบบโตมากับมือ ส่วนใหญ่เป็นแบบเพื่อนผมนี่แหละครับ

ไม่เคยตั้งเงินเดือนให้ตัวเองไม่เคยจดว่า ใช้เงินไปเท่าไหร่และใช้ไปกับเรื่องอะไร ทั้งหลายทั้งปวง

สรุปได้ 3 สาเหตุใหญ่ คือ

1. ไม่แยกแยะเงินของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว การที่ไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง

เพราะคิดว่าตัวเองคือเจ้าของธุรกิจ และเป็นเจ้าของเงินทั้งหมดอยู่แล้ว จะใช้อย่างไรก็ได้นั่นคือแนวคิด

เริ่มต้นที่ผิดเพราะต้องมองให้ธุรกิจเป็นเหมือนบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่เรารับจ้างทำงานให้อยู่ เวลาเราจ้างลูกจ้าง

จ่ายเงินเดือนชัดเจน ใช้เกินกว่านั้นไม่ได้ แต่ตัวเราซึ่งรับจ้างธุรกิจที่เราก่อตั้งขึ้นมากลับใช้เงินได้ไม่จำกัด

ซึ่งส่งผลทำให้เงินที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนไม่คงที่ในแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับเราจะเม า มัน

หยิบมาใช้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นต้องตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง แล้วจ่ายเงินเดือนเมื่อสิ้นเดือนเหมือนพนักงานคนอื่นๆ

แล้วต้องใช้เงินแค่นั้น ห้ามเกิน ถ้าเกิน ก็ห้ามหยิบมาจากลิ้นชักอีก ต้องไปหายืมคนอื่นเอาเอง

ห้ามยืมจากลิ้น ชั ก ถ้าจะยืมจากลิ้นชักจริงๆ ก็ต้องจด แล้วนำมาคืนอย่างเคร่งครัด

2. ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เมื่อจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองมาแล้ว

ควรจะทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้ตัวเองด้วย คร่าวๆ ก็ได้ เอาพอรู้ว่า แต่ละวันจ่ายอะไรไปเท่าไหร่

เหลือเงินใช้ได้อีกเท่าไหร่ ไม่ใช่ใช้สนุกมือไปเรื่อยเพราะเห็นว่าธุรกิจขายดี ถ้าคิดว่าขายดี

และเงินเดือนที่ตั้งให้ตัวเองไม่พอใช้ ขึ้นเงินเดือนให้ตัวเองซะ จะขึ้นเท่าไหร่ไม่มีใครว่า

แต่ควรเป็นตัวเลขที่มีเหตุผล และไม่ทำให้กระทบกับ รายรับของธุรกิจจะรู้ได้อย่างไรว่าไม่กระทบ

ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของธุรกิจด้วย อันนี้ถ้าไม่ทำ…แ ย่เลยนะ ของส่วนตัวขี้เกียจทำ

ใช้ระบบนับเงินที่เหลือในกระเป๋ายังพอได้ แต่ของธุรกิจ ไม่ทำบัญชี เดี๋ยวจะรวยแบบไม่รู้เรื่อง

และเจ๊งแบบไม่รู้เรื่องเช่นกัน

3. ใช้เงินผิดประเภท เพื่อนผมเอาเงินที่หยิบจากลิ้นชักไปซื้ อข้าวกิน ไปเลี้ยงสังสรรค์

ไปซื้ อของใช้เข้าบ้ าน ไปผ่ อ น รถ…ฟังดูแล้ว ล้วนแต่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้นเรื่องส่วนตัว

ต้องใช้เงินส่วนตัวคือเงินเดือนของตัวเอง แต่เงินของธุรกิจ ควรจะจ่ายในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

เช่น ชำระหนี้การค้า ซื้ อวัตถุดิบ จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ อะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ

ตอนที่รับเงินจากลูกค้าในเงินแต่ละก้อนที่ได้รับประกอบด้วย ต้นทุนของสินค้า ต้นทุนค่าดำเนินการ

และกำไร อยู่ในนั้น แต่เวลาที่เราหยิบออกมาจ่าย เรากลับมองว่าวันนี้รับมาเท่าไหร่

โดยมองว่าเป็นรายรับล้วนๆ ไม่คิดจะแยกทุน แยกกำไรกันเลย พอเอาไปใช้ผิดประเภท

เท่ากับว่าได้ใช้ทั้งกำไร และต้นทุนไปทั้งหมด ก็จะอยู่ในอาการ “ทุนหด…กำไรไม่เหลือ”

ขอขอบคุณ b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

เทคนิค ออมเงินแบบง่ายๆ และรวดเร็ว

ลงทุนอย่างชาญฉลาด แนวคิดในการออมเงิน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหรือการ…