Home ข้อคิด คน 5 ประเภทนี้ อีกไม่กี่ปีจะอยู่ยากและอาจจะตกงาน

คน 5 ประเภทนี้ อีกไม่กี่ปีจะอยู่ยากและอาจจะตกงาน

21 second read
0
1
31,338

อาจารย์ Li Kaifu เคยกล่าวเอาไว้ว่า… ” ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะเริ่มทะยอยปลดพนักงานออกเพื่อลดค่าใช้จ่าย และ อีก 10 ปีข้างหน้า งานกว่า 50% ของมนุษย์จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ “ ในอีกความหมายหนึ่งก็คือ.. อีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนกว่าครึ่งหนึ่งในบริษัทจะต้องตกงาน เพราะการมาแทนที่ของหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีต่างๆ

แต่ดูเหมือนว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เพราะในปีที่ผ่านมาเราต่างเห็นบริษัทต่างๆ ทยอยปลดพนักงานออก ลดจำนวนพนักงานเพื่อลดรายจ่าย และ ในบางแห่งเริ่มแทนที่พนักงานด้วยหุ่นยนต์

เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะ ในหลายๆประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มทยอย ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ในไม่ช้านี้บ้านเราก็คงต้องปรับตัวตามซึ่ง คน 5 ประเภทนี้มีโอกาสที่จะเจอกันเหตุการณ์เหล่านี้

ประเภทที่ 1 : คนที่ทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ

พนักงานที่ต้องทำงานแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น แพคของ ประกอบชิ้นส่วนจัดเรียงสินค้าในคลัง งานที่อาศัยแค่การจับวางให้เข้าที่ไม่ได้ใช้การคิด วิเคราห์หรือการตัดสินใจใดๆ

เรียกว่าทำงานด้านเดียวคล้ายๆ หุ่นยนต์จึงไม่แปลกเลย หากจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์จริงๆ เพราะ หุ่นยนต์ไม่เรียกร้องขึ้นเงินเดือน ไม่ ขาด ลา มาสายไม่บ่น ไม่หยุดงานประท้วง ไม่เรียกร้องสวัสดิการเพิ่ม

ประเภทที่ 2 : คนที่นอกเหนือจาก 8 ชั่ ว โมงไม่เรียนรู้

มีเพื่อนผมคนหนึ่งทำงานที่โกดังสินค้า คอยเช็คจำนวนสินค้า ในคลังเป็นงานง่ายๆ ที่เหมือนจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ในอนาคตแต่เมื่อทำงานปีแรกเขาก็ค้นพบว่ามีของบางอย่างที่ถูกจัดส่งเป็นจำนวนมากเขาเริ่มเกิดไอเดีย จึงไปค้นหาข้อมูลต่อและพบว่าของบางอย่างในโกดังนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

ด้วยความที่อยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว ทำให้เขามองหาแหล่งผลิตที่ต้นทุนถูกได้และ เริ่มนำมาลงหน้าเว็ปเพื่อขายออนไลน์ ผ่านไป 3 ปี ธุรกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปีที่ 7 เขาก็เปิดบริษัทของตัวเอง…!! ตลอดระยะเวลาแห่งงานเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาไม่เคยหยุดทำ

ก็คือ ใช้เวลานอกเหนือจาก 8 ชั่ ว โมงในการเรียนรู้ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการเรียนรู้ ความรู้เติบโตขึ้นในอัตรา ที่ก้าวกระโดดทุกคนมีอินเตอร์เน็ต สามารถเข้าถึงความรู้ต่างๆได้อย่างรวดเร็วแค่ปลายนิ้วอยู่ที่ว่าคุณจะใช้โอกาสที่มีไขว่คว้า หรือ นั่งรอวันถูกแทนที่

ประเภทที่ 3 : คนที่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่เป็น

บริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง ให้เงินผู้สมัครงาน 75 บาท ให้พวกเขาไปหาข้าวกินด้วยกัน ผู้สมัคร 6 คนไปถึงร้านอาหารด้วยกัน แต่ข้าวจานหนึ่งราคาอย่างต่ำ 15 บาท เงินที่พวกเขามีไม่พอจะซื้อข้าวคนละจานเลยด้วยซ้ำ ก็เลยกลับไปบริษัท

พอถึงบริษัท ประธานบริษัทรู้เข้าก็ส่ายหน้า : ” ขอโทษด้วย พวกคุณไม่เหมาะกับบริษัทเรา ” รู้ไหม…? ร้านอาหารร้านนั้น มีโปรโมชั่นซื้อ 5 แถม 1 ไม่ได้อ่านดูรายละเอียด ในเมนูเลยหรอ นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจหรือ ถึงแม้ไม่มีโปร 5 แถม 1 ก็ยังขอจานเปล่ามาหนึ่งใบ แล้วสั่งข้าว 5 จานมาแบ่งกันกินได้

แต่ผู้สมัครทั้ง 6 คนไม่มีใครคิดว่ามาด้วยกันจึงไม่เกิดคำว่า เป็นทีมเดียวกัน ทุกคนต่างคิดถึงแต่ตัวเอง เมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กรก็ไม่รู้จักการทำงานเป็นทีม รู้ไหม…? ทีมเวิร์คที่ดีนี่แหละที่ทำให้มนุษย์เหนือกว่าหุ่นยนต์

ประเภทที่ 4 : คนที่ไม่เข้าใจการลงทุนในตัวเอง

เรามักจะได้ยินคำเตือนว่า… ” อย่าฟุ่มเฟือย “ แต่ถ้าเราเก็บเงินได้ 1 แสนต่อปี ภายใน 10 ปี เก็บได้ 1 ล้าน นี่คือเก่งหรอ…? ไม่ใช่…! เพราะเมื่อคุณใช้เวลา 10 ปีถึงจะเก็บเงินได้ 1 ล้าน

คนอื่นอาจจะใช้เวลาแค่ปีเดียว….!!ตอนที่คุณยังเยาว์วัยคุณต้องรู้ว่าจะลงทุนกับตัวเองยังไงถ้าทุกเดือนคุณเอาเงินส่วนหนึ่งมาลงทุนกับตัวเอง…

บางคน.. ” ออกเดินทาเที่ยวรอบโลก “ ไปเจอธุรกิจใหม่ๆที่น่าสนใจในต่างประเทศ แต่ในบ้านเรายังไม่มี ก็นำไอเดียกลับมาต่อยอดเป็นธุรกิจของตัวเอง

บางคน.. ” ไปเรียนคอสการขายเสริมหลังเลิกงาน “ อาจไม่ได้รวยในทันที แต่การได้ทำความรู้จักคนมากมายก็นำพาโอกาสดีๆเข้ามาในชีวิตได้เหมือนกัน

บางคน.. ” ไปเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย “ จนค้นพบช่องทางธุรกิจ เปิดยิม ขายอาหารเสริมสำหรับคนรัก สุ ข ภ า พ

หลายปีผ่านไปคุณจะพบว่า เงินที่คุณใช้ไป ทำให้คุณค่าของตัวเองเพิ่มขึ้น คุณได้คืนกลับมาหลายเท่า…!!

ประเภทที่ 5 : คนมองอะไรสั้นๆ ตัดสินแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทันที

หลังเรียนจบ Li Ting และ Tan Si เข้าไปฝึกงานที่บริษัทบัญชี แห่งหนึ่งด้วยกัน หลังหมดระยะฝึกงาน บริษัทเสนอให้ไปศึกษางานที่สำนักงานใหญ่ที่ต่างประเทศ 2 ปี แต่ได้เงินเดือนครึ่งเดียวไม่มีค่าคอมมิชชั่น Li Ting รู้สึกว่าเงินเดือนน้อยเกินไป แถมไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในต่างแดน

ก็เลยไม่เอาส่วน Tan Si กล้าตัดสินใจเลือกไปศึกษางานที่สำนักงานใหญ่ในต่างประเทศในมุมมองของเธอ… ไปศึกษางานแถมยังได้เงินเดือน เป็นเรื่องที่คุ้มแสนคุ้ม ผ่านไป 2 ปี Tan Si กลับมาที่บริษัทในฐานะหัวหน้าโครงการคนใหม่ รายได้ 1 ล้านต่อปีส่วน Li Ting ยังคงทำงานในตำแหน่งเดิม

เงินเดือนในตอนนี้ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ Tan Siไม่ใช่ว่า Tan Si ตัดสินใจถูก หรือ Li Ting ตัดสินใจผิด เพราะ ทั้งคู่ต่างเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ให้ตนเองแต่เมื่อเวลาที่ผ่านไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การตัดสินใจของเราในอดีต จะพาเราก้าวหน้าขึ้นได้หรือไม่

เมื่อก่อนปลาเล็กกินปลาใหญ่ ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็นปลาเร็วกินปลาช้า

สิ่งใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นมักมาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจ แต่เมื่อโอกาสผ่านไป คนที่ช้าก็จะไม่มีทางได้สัมผัสในยุคนี้ พวกเราต้องมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ( เราเป็นคน ไม่ใช่หุ่นยนต์ ต้องรู้จักเรียนรู้ และ ปรับตัว ) ค้นหาและแก้ไข้ข้อบกพร่องของตัวเองอย่างทันท่วงที

เพื่อที่จะพัฒนาต่อไปในทิศทาง ที่ดียิ่งขึ้นไม่อย่างนั้นในแต่ละปีที่ผ่านไป คุณจะพบว่า คุณถูกคนอื่นๆทิ้งไว้ข้างหลังแล้วจะเห็นว่าตัวอย่าง ที่หยิบยกมานั้น ไม่ได้เจาะจงถึงอาชีพใด เพราะทุกอาชีพล้วนมีโอกาสตกงานได้ทั้งนั้น แต่ยกตัวอย่างให้เห็นถึงทัศนะคติ ที่จะเป็นสิ่งตัดสินว่า คุณจะถูกแทนที่หรือได้ไปต่อ

ขอขอบคุณ b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

จากชีวิตมีหนี้กองท่วมหัว สู้ชีวิต..จนมีเงินเก็บหลักแสน

ประสบการณ์ตรงจากชายคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า…ผมทำงานเป็นพนักงานขาย ในห้างดัง ตอนนั้นมีหนี้สินต…