Home ข้อคิด รู้ตอนนี้ยังไม่สาย 8 สิ่งที่ “มนุษย์เงินเดือน” จะต้องเจอ

รู้ตอนนี้ยังไม่สาย 8 สิ่งที่ “มนุษย์เงินเดือน” จะต้องเจอ

12 second read
0
0
71

1. อย่าเป็นตัวของตัวเองเกินไปในโลกออนไลน์

หลายคนเชื่อว่า โลกออนไลน์ เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะโพสต์อะไรมันก็สิทธิ์ของเราแต่รู้รึเปล่าว่า HR สมัยนี้นอกจากจะดู resume เราแล้ว ยังดูเฟสของเราด้วย เพื่อนเราที่เป็น HR ยืนยันมาว่าหน้า เ ฟ ส บอกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเราได้มากกว่า Resume เป็นสิบเท่า

สิ่งที่เราโพสลงบนโลกออนไลน์ของเรานั้นมีผลกับเราตั้งแต่ ก่อนเข้างานซะอีก เมื่อเราเป็นมนุษย์เงินเดือนเต็มตัวเรื่องพวกนี้ยิ่งต้องระวังหรือถ้าอย ากมีพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ แนะนำให้แยกเฟสที่ทำงาน กับ เฟสส่วนตัวเลย แล้วปิดสาธารณะด้วย

ยิ่งเรื่อง ด ร า ม่ า ในที่ทำงานเกลีย ด คนนั้น เบื่องาน หัวหน้างี่เง่า ห้ามโพสต์เด็ดขาด โพสต์ปุ้บมีคนแคปไป ฟ้ อ ง แน่นอน

2. จงเป็น “ลูกจ้างมืออาชีพ”

ถ้าอย ากเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุข จงเป็น “ลูกจ้างมืออาชีพ” ให้ได้ ลูกจ้างมืออาชีพก็คือคนที่ตระหนักได้ว่า “เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง” นั่นหมายความว่าบริษัทเค้าต้องการอะไรบางอย่าง

จากเราแลกกับค่าตอบแทนนั้นๆ เราต้องรู้ว่าบริษัทจ้างเรามาทำอะไรและทำมันให้ดีกว่าที่บริษัทคาดหวังหากต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่หากงานที่ทำอยู่รู้สึกว่าไม่ตรงกับ skill หรือ passion ของเรา ก็ไม่ควรอดทนทำไป

ควรจะหางานที่เราทำแล้วเรามีความสุขและทำได้ดีเพื่อดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุดนอกจาก จะทำให้เราเติบโตในองค์กรแล้วยังทำให้เราพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและไม่เบื่อด้วย แต่ก็ไม่ได้จะเชียร์ให้เป็นคน เ ห ยี ย บ ขี้ไก่ไม่ฝ่อนะ อดทนทำไปจนถึงจุดหนึ่งเราจะรู้เองว่าควรไปทางไหนต่อ

รีบหาสายงานที่ใช่ให้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วเราจะเป็น Expert ได้เร็วกว่าคนอื่น อายุเท่านี้ไม่ต้องกลัวการลาออก จะลาออกกี่ครั้งก็ได้ ถ้าในที่สุดเราเจอสายอาชีพที่เรารักและอย ากทำ จะเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากและ ด้วยคอนเซ็ปท์เดียวกัน “เราถูกจ้างมาด้วยค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง”

อย่าทำงานหนักเกินกว่าค่าตอบแทนจนเกินไป ทุ่มเทได้ แต่ต้องมีผลลัพธ์ที่ดีตามออกมาด้วยเช่นได้ปรับเงินเดือน ได้ประเมินดีหาเวลาอยู่กับพ่อแม่ ญาติๆ บ้าง หันกลับไปมองข้างหลังบ้างว่าคนที่เป็นบันไดให้เรามายืนจุดนี้ ตอนนี้เค้าเป็นยังไงกันบ้างนะ?

อย่าลืมว่าพ่อแม่แก่ลงทุกวัน ดูแล สุ ข ภ า พ ท่านด้วย ถ้าเดือนไหนมีเงินเหลือก็ตรวจสุ ข ภ า พ ให้ท่านแล้วหาเวลาไป มันไม่ลำบากหรอก แลกกับความสุขของพ่อแม่

3. มีแฟนในที่ทำงานได้แต่ต้องยอมรับผลที่ตามมา

ถ้าคุณเป็นคนที่แยกเรื่องงาน กับเรื่องส่วนตัวไม่ออก แนะนำว่าอย่ามีแฟนในที่ทำงาน ไม่ได้บอกว่าไม่ควรคบคนในที่ทำงาน แต่ถ้าคบแล้วก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาให้ได้ อาจต้องเจอเหตุการณ์เช่น ทะเลาะกับแฟนมาแล้วต้องมาคุยงานกันมีใครบ้าง

แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากงานได้ 100% บ้าง ถ้าไม่ต้องเจอหน้ากันทุกวัน หรือทำงานใกล้ชิดก็ยังพอโอเค แต่ถ้าทีมเดียวกันอาจจะเหนื่อยหน่อย ทะเลาะกันขึ้นมาเมื่อไหร่รู้ทีค่อนบริษัท

4. หาคนที่เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงานให้เจอ

ความแตกต่างระหว่าง “เพื่อน” กับ “เพื่อนร่วมงาน” คืออะไร…? ที่เค้าบอกว่ายิ่งโต ยิ่งหาเพื่อนย ากก็คงจะจริง สมัยประถมการหาเพื่อนใหม่ไม่ย ากเท่าสมัยมัธยมและการหาเพื่อนในสมัยมัธยมก็ไม่อย ากเท่าตอนเข้ามหาวิทย าลัย มันแปลว่ายิ่งเราโตขึ้นเท่าไหร่ เราจะหาเพื่อนย ากขึ้นเท่านั้น

และไม่ต้องบอกเลยว่าการหาเพื่อน ที่จริงใจคนนึงในออฟฟิศมันย ากแค่ไหน นอกจากจะมีเรื่องผลตอบแทน ทั้งตำแหน่ง เงินเดือน การประเมินเข้ามาเกี่ยวด้วยหน้าที่หลัก ของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราคือไปทำงาน ไม่ได้ไปทำกิจกรรมสานสัมพันธ์หาเพื่อน ดังนั้นวันๆ เราจึงจะเจอแค่เพื่อนร่วมทีม

ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นการคุยกันแค่เรื่องงานเท่านั้น การมีทีมที่อยู่ด้วยแล้วสนิทใจแบบนี้เราคิดว่ามันคือกำไรชีวิตพย าย าม หาคนเหล่านี้ให้เจอในสังคมการทำงาน แล้วเราจะอย ากไปทำงานมากขึ้นให้เราลองถามตัวเองว่า “ถ้าเราลาออกจากที่นี่ เรายังจะอย ากนัดคนนี้กินข้าวอยู่ไหม…?” ถ้าคำตอบคือใช่ ยินดีด้วย คุณเจอเพื่อนจริงๆ ในที่ทำงานแล้วววว

5. สนใจแต่อย่าใส่ใจลู่วิ่งคนอื่น โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา

เมื่อทำงานไปนานๆ เราอาจเห็นเพื่อนๆ ในที่ทำงานของเรา หลายคนเริ่มออกไปเรียนต่อ สร้างครอบครัวบางคนเปลี่ยนงานไปงานที่เงินเดือนสูงสุดๆ บางคนเริ่มธุรกิจของตัวเองไอคนนั้นคนนี้ได้ดิบได้ดีแล้วตัวเราล่ะทำอะไรอยู่ จงจำไว้ว่าอย่าเอาจังหวะชีวิตของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาด

โฟกัสที่ลู่วิ่งของเรา รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไรรู้ว่าปลายทาง เราต้องการอะไรรู้ว่าวันนี้เราทำดีกว่าเมื่อวานแล้วหรือยังก็เพียงพอแล้ว แอบมองลู่วิ่งคนอื่นบ้างเป็นบางครั้ง เพื่อเป็นแรงผลักดันตัวเองให้พย า ย า มมากขึ้น แต่อย่าเอามาเปรียบเทียบจนทำให้ตัวเองทุกข์

6. เล่นการเมืองกับทุกคน

เล่นการเมืองกับทุกคนไม่ได้หมายความ ว่าให้เราไม่จริงใจกับใคร แต่การเล่นการเมืองกับทุกคนคือ การที่เราดูว่าคนนี้เป็นคนยังไง จะเข้ากับเขาได้อย่างไร ไม่ได้บอกว่าให้สตอเบอร์รี่หรือฝืนตัวเองมากๆ นะ แต่แต่ละคนเขาก็มีพื้นฐานนิสัย ความชอบ โตมาในสังคมที่แตกต่างกัน

การที่เราดูแล้วรู้ว่าจะ “อยู่ร่วมกับเขาแบบเป็นมิตร” ได้อย่างไรจะทำให้เราได้เปรียบมากๆ นอกจากวางตัวง่ายแล้วเราจะไม่มี ศั ต รู เคสนี้รวมถึงบางคนที่ดูแล้วไม่ถูกจริตกัน การวางตัวกับเขาก็คือเฉยๆ ทักทายสวัสดีตามมารย า ท

ไม่จำเป็นต้องไปคุยก็ไม่ต้องคุยเราไม่รู้หรอกว่าวันนึงโลกจะเหวี่ยงเราเข้าไปทำงานกับใคร เพราะฉะนั้น อย่าสร้าง ศั ต รู เด็ดขาด…!!!

7. โดนด่าวันนี้ ดีกว่าโดนด่าตอนอายุ 50

ด้วยความ ที่อายุเรายังน้อย นี่คือข้อได้เปรียบสุดเพราะ อายุยังน้อยความคาดหวัง จากคนรอบข้างมันเลยน้อยตามไปด้วย ทำอะไรผิดก็มักมีคนให้อภัยเสมอถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกกดดันในการทำงานสุดๆ

แต่เชื่อเถอะเรา ล้ ม เ ห ล ว วันนี้ ดีกว่าเราไปล้มตอนอายุ 50 ถึงวันนั้นจะไม่มีคนคุ้มกะลาหัวเราด้วยซ้ำ

8. เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว

เราไม่ได้ทำงานแล้วแฮ ป ปี้ ทุกวัน หลายครั้งที่เรากลับไปบ้านแล้วอย ากจะลาออกมันซะเดี๋ยวนั้น แต่ถ้าเรามีเป้าหมายอื่นๆ ในชีวิต เช่น เก็บเงิน ซื้ อ บ้าน ซื้ อ รถ เที่ยวรอบโลก การเปลี่ยนมาทำเรื่องที่เราชอบจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นและเพิ่มความมั่นใจ

เพราะการเฟลจากที่ทำงานส่วนมากมักทำให้เราเสียกำลังใจและขาดความมั่นใจในตนเอง สำหรับเรามันส่งผลถึงการเข้าสังคมการตัดสินใจในเรื่องงานและอีกมากมาย ยกตัวอย่าง เรามีเพื่อนคนนึงชอบตัดเย็บเสื้อผ้ามาก

จริงจังขนาดลง ค อ ร์ ส เรียนเส า ร์อาทิตย์ตอนนี้ทำงานประจำไปด้วย ตัดเสื้อผ้าขายไปด้วยตั้งใจทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่หาอย่างอื่นทำบ้างชีวิตจะได้ไม่เฉาคาที่ทำงาน

ขอขอบคุณ b i t c o r e t e c h

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

5 นิสัยมีติดตัวไว้ ชีวิตสบายขึ้นแบบไม่รู้ตัว

เมื่อชีวิตต้องเผชิญ กับมรสุมครั้งแล้วครั้งเล่า อาจทำให้หลายๆ คนถอดใจเรื่องการออมเงิน หันมา…