Home ข้อคิด หัวหน้าแบบไหน ที่ลูกน้องเต็มใจทำงานด้วยมากที่สุด

หัวหน้าแบบไหน ที่ลูกน้องเต็มใจทำงานด้วยมากที่สุด

10 second read
0
0
33

บทบาทของหัวหน้างาน คือการเป็นผู้นำในการบริหารจัดการทีมงาน ให้ทำงานได้ตามแผนงานเป้าหมาย มีหน้าที่ในการเป็นผู้นำทีมและประสานคนทำงานในทีมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เพื่อให้ทำงานบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และยังเป็นคนเชื่อมต่อระหว่างทีม แผนก และเจ้านายผู้ใหญ่ ในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป ซึ่งต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำและทักษะการทำงาน

รวมถึงทักษะด้านอื่นๆ เฉพาะตัวสูง เพื่อผลผลลัพธ์ของผลการทำงานดังกล่าวแต่ในยุคแห่งเสรีภาพที่เท่าเทียม สังคมการทำงานในปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่เพียงหัวหน้างานที่เลือกลูกน้องได้เพียงอย่างเดียว

หากแต่ลูกน้องหรือคนทำงานมากฝีมือก็เริ่มหันมาปักหมุด ตั้งความหวัง เลือกเจ้านายที่จะทำงานร่วมด้วยเช่นกัน เพราะการมีเจ้านายดีตามอุดมคติ ที่ลูกน้องคาดหวังนั้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานทุกรูปแบบ

ฉะนั้นแล้วหัวหน้างานที่ลูกน้องมุ่งหมายอยากฝากชีวิต การทำงาน และทุ่มเทให้กับการทำงานร่วมกันที่ดีในอุดมคติ ที่จะทำให้ทีมแกร่ง รั ก ษ า คนเก่ง คนดี ในยุคศตวรรษที่นี้ไว้ได้ จะต้องเป็นแบบไหนเราไปดูกัน

1. สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่ผู้อื่นได้

อาการหมดไฟ ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน เกิดขึ้นกับคนทำงานในทุกระบบงาน ทั้งราชการเอกชน เมื่อต้องทำงานในแบบเดิมซ้ำๆ ท่ามกลางการต้องตื่นเช้า

ฝ่าปัญหาจราจรและปัญหาชีวิตต่างๆ มาทำงานอาการหมดไฟ และหมดใจย่อมเกิดขึ้นได้ทุกวันเวลา ดังนั้น หน้าที่ที่หัวหน้างานยุคใหม่ควรมี

คือการสื่อสารสร้างสรรค์และช่วยสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับคนร่วมทีมได้ตลอดเวลาด้วย

2. ให้เครดิตทีม 

บ่อยครั้งที่หัวหน้างานมอบหมายงาน ให้ลูกน้องในทีมไปช่วยคิด วางแผน ทำงานในส่วนนั้นๆ ออกมา เพื่อนำไปเสนอต่อเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาที่อยู่สูงขึ้นไปอีกทีหนึ่ง

ซึ่งนั่นเท่ากับว่าการนำเสนองานต่างๆ ต่อผู้บังคับบัญชาสูงสุด ต้องกระทำผ่านหัวหน้างาน ซึ่งไม่ได้ทำงานด้วยตัวเองเพียงคนเดียว ดังนั้น หากเนื้องานดีได้รับความเห็นชอบชื่นชม

ก็อย่าลืมใส่เครดิตให้ชื่อแก่ทีมงานที่ช่วยระดมกำลังกายและ ส ม อ ง มาช่วยคิดงานคุณด้วย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้องคนต้นคิดมาทราบทีหลังว่าไอเดียตัวเองถูกนำไปขายต่อ

โดยไม่ให้เครดิต (หัวหน้างานส่วนใหญ่เผลอทำผิดพลาดในข้อนี้กันมาก) นั่นเท่ากับคุณอาจไม่ได้รับข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นดีๆ หรือ ความเต็มที่ในการทำงาน จากลูกน้องคนเก่งคนนั้นอีกเลย

3. เก่งจริง เก๋าประสบการณ์

ไม่ว่าจะขึ้นตำแหน่งมาด้วย ความสามารถหรือค่าประสบการณ์ที่สะสมมายาวนาน นั่นคือความเก่ง ความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ ที่ลูกน้องทุกคนต้องการมากที่สุดในตัวหัวหน้างานในอุดมคติ

เพราะถ้าได้อยู่กับคนเก่งที่มีความสามารถนั่นเปรียบเสมือนทีม นั้นได้ผู้นำในหัวหลักที่ดี และเป็นที่พึ่งพาให้แก่ลูกน้องคนทำงานร่วมทีมได้ตลอดรอดฝั่งในทุกสถานการณ์

4. Entertain ลูกน้องบ้าง

ตามวาระโอกาส อันสมควรเหมาะสม เช่น พาไปเลี้ยงข้าววันเกิด จัดปาร์ตี้แลกของขวัญเล็กๆ ของคนในทีม จะทำให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยของคนในทีม

และช่วยลดช่องว่างระหว่างเจ้านาย ลูกน้อง ลงไปได้มาก และทั้งยังได้ใจกลับคืนมา จากการใส่ใจวันสำคัญของคนลูกน้องหรือการปาร์ตี้สังสรรค์เล็กๆ อีกด้วย

5. วางตัวเป็น

การวางตัวเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการครองคนหมู่มาก ด้วยความเป็นหัวหน้างานที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาในทีมอยู่หลายคน การจะไปสนิทสนมกับลูกน้องคนใดมากเป็นพิเศษ

เพราะเห็นว่าคนๆ นี้ทำงานเก่ง หรือด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม มีแต่จะทำให้หลายสิ่งในทีมแ ย่ลง ด้วยทุกคนมีสิทธิ์จะคิดได้ว่า หัวหน้างานโปรดปรานลูกน้องคนใดมากกว่ากัน

หรือหัวหน้า โ อ น เอียงเข้าข้างใคร อันเป็นชนวนเหตุที่จะทำให้เกิดรอยร้าว แตกแยกในทีมได้อย่างรุ นแ ร ง

6. พรีเซนต์เป็น นำเสนอเก่ง

ทำงานเก่งอย่างเดียว ไม่รอดในยุคนี้ ต้องขายตัวเอง ขายทีม ขายโปรเจกต์เก่งด้วย จึงจะรอด เพราะการนำเสนอไอเดีย ความคิด โปรเจกต์ต่างๆ

จำเป็นต้องอาศัยทักษะของผู้นำด้วย ในการประชุมนำเสนอ ผลงานต่างๆ ล้วนถูกนำเสนอผ่านหัวหน้างานทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้านำเสนอดีโปรเจกต์ต้องได้ไปต่อ ผลงานของทีมย่อมเกิดขึ้นตามมา

7. มีเมตตาธรรมและศิลปะในการครองคน

พระเดชหรือความเก่งกาจ ทางบทบาทหน้าที่ การทำงานอย่างเดียวเหนี่ยวรั้งใจลูกน้องให้ภักดีแบบพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายได้ยาก จำเป็นต้องใช้พระคุณหรือเมตตาธรรมมาค้ำจุนการทำงานของคนทำงานในทีม

เพื่อให้เกิดความราบรื่น ลื่นไหล ด้วยอย่างไรเสียคุณก็ยังต้องทำงานร่วมกัน กับมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ การมีปฏิสัมพันธ์ในเชิงบวกรับรู้ปัญหา จุดอ่อน จุดแข็ง ของลูกน้องในทีม

มอบหมายงานได้ถูกต้องตรงความสามารถของคนทำงานแบบสมดุล มีความยืดหยุ่นอยู่บนกรอบกำหนดและกฎเกณฑ์บ้างเห็นอกเห็นใจ ใส่ใจในเรื่องส่วนตัวบ้าง

ย่อมทำให้ลูกน้องรู้สึกสนิทสนม และอยากทำงานร่วมด้วยไปนานๆ

8. ประเมินผลและติดตามงานแบบเป็นกลาง

การมอบหมาย ให้ลูกน้องทำ ย่อมต้องมีการคาดการณ์ถึงวันที่แล้วเสร็จ ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างนั้นจะต้องมีการติดตาม ทวงถามงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูความคืบหน้า

หากแต่ถ้าตามจิก ตามทึ้งเรื่องความก้าวหน้าของงานมากเกินไป มีแต่จะทำให้งานติดขัดล่าช้า จากความอึดอัดใจที่มีเจ้านายคอยยืนดูกำกับสิ่งที่ทำหรือทวงจิกทุกวันให้เกิดความกดดันเคร่งเ ค รี ย ด จนไม่เป็นอันทำอะไร

เพราะในงานบางอย่างการให้พื้นที่ว่าง และเป็นอิสระในการคิด จะทำให้เกิดความสร้างสรรค์ในด้านที่ดีมากกว่าการตามประกบอยู่ตลอดเวลานอกจากนี้ในการประเมินผลการทำงานเพื่อวัดค่า KPI

ใดๆ ก็ตาม ควรตั้งอยู่บนความเป็นกลางของเหตุและผล ที่จับต้องได้ เช่น ตัวเลข สถิติ ความก้าวหน้าของโครงกาต่างๆโดยไม่เอาอารมณ์ ความชอบพอใจส่วนตัวมาประเมินวัดผลการทำงาน ของลูกน้องแต่ละคนในทีม เพียงเท่านี้ก็ได้ใจลูกน้องไปเต็มๆ แล้ว

ขอขอบคุณ b a n g k o k b a n k s m e

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

เจ้านาย 8 แบบนี้ ที่ไม่ควรเป็นหัวหน้าคน

1.เจ้านาย ทรงอำนาจ เจ้านายประเภทนี้ จะดีแต่ออกคำสั่ง มักแสดงพฤติกรรม การใช้อำนาจขณะทำงานหร…