Home ข้อคิด 5 ข้อแตกต่างระหว่าง “คนรวยกับคนจน”

5 ข้อแตกต่างระหว่าง “คนรวยกับคนจน”

5 second read
0
0
180

ไม่ว่าสังคมจะรุ่งเรืองไปเท่าใด แต่ช่องว่างของความร่ำรวย ระหว่างผู้คนในฐานะทางสังคม ที่ต่างกันยังมีให้เห็นอยู่เสมอ ซึ่งนอกจากเหตุผลทางสังคมบางอย่างแล้ว ปัจจัยบางประการ เช่น ภูมิหลังครอบครัว, ความสำเร็จด้านการศึกษา, ความคิดและความสามารถส่วนบุคคล ฯลฯ

ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อฐานะทางเศรษฐกิจและความสำเร็จ ของคนเราอยู่ดังที่บิลเกตส์ได้กล่าวไว้ว่า “ความผิดของคุณไม่ใช่การที่คุณเกิดมายากจนแต่เป็นการที่คุณ ต า ย ไปอย่างยากจนต่างหาก”

ไม่มีเหตุผลใดที่อธิบายได้ว่าทำไมคนเราต้องเกิดมายากจน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะคาบช้อนเงินช้อนทอง มาเกิดทั้งนี้ คนยากจนนั้นยังไม่ได้ยากจนเพียงแค่ด้านทรัพย์สิน แต่ยังยากจนด้านความรู้, ความคิดสร้างสรรค์, รวมถึงความสามารถในการใช้ทรัพยากรอื่น ๆ ให้ทำเงินได้มากขึ้นอีกด้วย!

นอกจากนี้คนจนส่วนใหญ่ยังไม่ใช่คนที่ขี้เกียจ มาแต่เดิมแม้พวกเขาจะทำงานหนักทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนรวมถึงใช้ชีวิตอย่างสมถะ แต่สุดท้ายกลับยังเป็นคนยากจนอยู่แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนกันแน่?

คำตอบคือพวกเขาไม่ได้มีความแตกต่างกัน แค่ด้านเงินทองเท่านั้น แต่ยังมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย

1. การรู้จักตัวเอง

คนจน: คนยากจนมีวิถีชีวิต ที่คุ้นเคย กับความยากจนจึงไม่ค่อยมีความคิดที่จะทำตัวเองให้ร่ำรวยขึ้น และมองตนเองเป็นคนยากจนอยู่เสมอ

ฉะนั้นเมื่อมีเงินพวกเขาจึงจะเลือก ที่จะใช้จ่ายไปกับการซื้อบ้าน, ซื้อรถหรือสิ่งอื่น ๆ ที่จะช่วยยกระดับชีวิตในระยะสั้นแทนการใช้จ่ายเงินไปกับการพัฒนาตนเองและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ๆ

คนร่ำรวย: คนร่ำรวยไม่อาจทนใช้ชีวิต ในสภาพแวดล้อมที่อัตคัต ทั้งพวกเขายังไม่เชื่อว่าตัวเองถูกลิขิตให้เกิดมาเป็นคนยากจน พวกเขาจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ที่เป็นอยู่และพยายามทุกวิถีทางที่จะก้าวข้ามผ่านความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่

เนื่องจากพวกเขารู้จักตนเองเป็นอย่างดีและรักในศักดิ์ศรีที่ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกว่าจน และความรู้จักตัวเองนี้เอง ทำให้พวกเขาสร้างความเปลี่ยนแปลงและมุ่งมั่นเพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น

2. สำนึกความเป็นเจ้าของ

คนยากจน: คนจนมักคิดไปเองว่าตนเอง ไม่มีความสำคัญ เพราะมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยทำให้ขาดสำนึกความเป็นเจ้าของ พวกเขาจึงพยายามเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรหรือบริษัทเพื่อเติมเต็ม ความรู้สึกนี้

ซึ่งมันจะทำให้พวกเขาสูญเสีย ความทะเยอทะยาน, สูญเสียการตัดสินใจที่เด็ดขาดรวมถึงสูญเสีย การมีความคิดเป็นของตนเองอีกด้วย ฉะนั้นความฝันที่สวยงาม

และสุดยอดสำหรับคนจนคือการที่พวกเขาได้เข้าไปทำงาน ในบริษัทขนาดใหญ่และทำงานอยู่ได้หลายสิบปี โดยสามารถเลื่อนขั้นจากเด็กฝึกงานได้ไปจนถึงระดับผู้บริหารอาวุโสนั่นเอง

คนรวย: คนรวยมักจะมีธุรกิจ หรือองค์กรเป็นของตัวเอง ซึ่งโดยปกติแล้วผู้นำในองค์กรคือคนรวย ที่มักจะปลูกฝังสำนึกความเป็นเจ้าของให้กับคนอื่นโดยพวกเขามักจะบอกคนในองค์กรว่า “คุณต้องตั้งใจทำงานและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร

รวมถึงจงรักภักดีต่อองค์กรและแสดงความคิดสร้างสรรค์ ของคุณออกมา โดยสิ่งที่คุณพยายามทำทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการทำเพื่อองค์กรแต่เพื่อตัวคุณเองต่างหาก”

ซึ่งสิ่งที่พวกเขาบอกกับคนในองค์กร นั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากคนยากจนมีสิทธิ์ที่จะได้รับผลตอบแทนจากความตั้งใจในการทำงาน

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนรวยเหล่านั้นก็จะได้รับประโยชน์จากคนยากจนอีกต่อหนึ่งด้วยเช่นกันนอกจากนี้คนร่ำรวยยังไม่เคยขาดสำนึกความเป็นเจ้าของ

เพราะพวกเขาเป็นผู้สร้างความรู้สึกนี้และต้องการให้คนอื่นมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน!

3. วงสังคม

คนจน: ดังคำกล่าวที่ว่า ‘นกที่มีขนเหมือนกัน จะอยู่รวมกลุ่มกัน’ ดังนั้นวงสังคมของคนจนจึงมักจำกัด อยู่ในวงแคบและถือว่าการติดต่อกับสัมพันธ์กับคนรวย ถือเป็นเรื่องที่พิเศษนอกจากนี้คนที่อยู่ในสถานะทางสังคมที่เหมือนกันมักจะมีอะไรคล้าย ๆ กันทำให้เมื่อพูดคุยกันแล้วมีความสบายใจ

เช่น พวกเขาสามารถพูดคุยกันเรื่องสินค้าลดราคา, งานบ้านรวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน แต่การที่มีวงสังคมที่แคบนี้เองทำให้พวกเขาไม่มีความทะเยอทะยาน และปล่อยให้โอกาสแต่ละอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหลุดลอยไปอย่างช้า ๆ

คนรวย: เพื่อนของเรามักจะสามารถบ่งบอก ถึงตัวตนของเราได้ ดังนั้นคนรวยจึงมักจะเป็นเพื่อนกับคนที่เอื้อประโยชน์ได้แต่ไม่ได้หมายความว่า คนรวยจะคบเพื่อนที่ความรวยพวกเขาจะคบกับคนที่รับฟังไอเดียของพวกเขา และสามารถให้แรงบันดาลใจได้

นอกจากนี้วงสังคมของคนรวยยังกว้างขวางและมีเพื่อนใหม่ ๆ อยู่เสมอเนื่องจากคนรวยมักจะขยายวงสังคม ให้กว้างขึ้นเพื่อรับข้อมูล ข่าวสารหรือความคิดใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์กับพวกเขานั่นเอง

4. แพชชั่น

คนจน: แพชชั่นเป็นสัญลักษณ์ของความมีชีวิตชีวา และความคิดสร้างสรรค์ โดยปกติแล้วคนยากจนมักจะเน้นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยเป็นหลัก พวกเขาจึงทำงานทีละขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย

และลดความ เ สี่ ย ง ที่จะเกิดขึ้นแต่ในขณะเดียวกันความรอบคอบที่มากเกินไปนี้ ก็เป็นการขัดขวางการมีแพชชั่นซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงาน แ ย่ ลง

และมีการเฉื่อยชาทางความคิดรวมถึงเป็นอุปสรรค ในการการไล่ทำตามความฝันอีกด้วยนอกจากนี้การขาดแพชชั่น จะทำให้คุณขาดแรง ก ร ะ ตุ้ น และขาดความเจริญรุ่งเรืองไปตามลำดับ

คนรวย: คนรวยมักต้องใช้ทั้งความอดทนและแพชชั่น ในการพัฒนาในอาชีพของตัวเองไปอีกขั้น และการที่พวกเขาต้องแก้ไขปัญหาและฝ่าฝันอุปสรรคอยู่อย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้คนรวยคุ้นเคยกับการใช้ความอุตสาหะและแพชชั่น ในการเผชิญต่อสถานการณ์ที่ยากลำบาก

โดยสำหรับพวกเขาแล้วรางวัล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการไล่ตามแพชชั่น และการต่อสู้กับความยากลำบากไม่ใช่การที่พวกเขาร่ำรวยมากขึ้น หรือการที่ได้ยกระดับสถานะทางสังคม แต่เป็นความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นจากการที่ได้ทำตามแพชชั่นและความฝันนั่นเอง

5. การเรียนรู้และการท้าทาย

คนจน: คนจนมักแสวงหาการใช้ชีวิต ที่ง่ายดายและสะดวกสบาย อีกทั้งชอบที่จะไหลไปตามน้ำแต่จะไม่คิดว่าทำอย่างไรตัวเองถึงจะโดดเด่นขึ้นมาพวกเขาไม่ชอบการผจญภัย

และไม่เต็มใจที่จะเรียนรู้รวมถึงทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ท้าทายนอกจากจะถูกบังคับ ให้ทำเท่านั้น ซึ่งความล้มเหลวเป็นอุปสรรคที่ทำให้คนยากจนไม่มีการพัฒนาขีดจำกัดและก้าวออกมาจากกรอบของตนเอง

คนรวย: คนรวยมีการพัฒนาความรู้ และแนวคิดอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ ๆ ที่คนอื่นไม่กล้าทำ นอกจากนี้พวกเขายังท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลาและลองค้นหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งไม่เหมือนกับคนจนที่มักกลัวความล้มเหลว

เมื่อคนรวยตัดสินใจอะไรซักอย่างแล้ว พวกเขาจะมุ่งตรงไป ที่เป้าหมายซึ่งจะไม่ทำแบบขอไปทีแต่ต้องผ่านการวิเคราะห์และคำนวณมาอย่างรอบคอบ

กล่าวได้ว่า คนจนคือคนที่อยู่ในกรอบและระมัดระวังตัวเกินไปส่วนคนรวยคือคนที่เปิดกว้างด้านการเรียนรู้ และกล้าที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ

6. มุมมองเกี่ยวกับความร่ำรวยและการลงทุน

คนจน: คนจนมักจะเน้นที่การออมเงิน เพื่อให้ชีวิตผ่านไปได้ในแต่ละวัน เพราะพวกเขาคิดว่าการเก็บออมเงินคือการเพิ่มมูลค่าของเงินและมักจะฝากเงินไว้ในธนาคาร

เนื่องจากเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมั่นคงที่สุดในการเก็บ รั ก ษ า ของมีค่า นอกจากนี้คนจนยังใช้จ่ายในเงินไปในด้านค่าครองชีพ แต่มักจะไม่ค่อยนำเงินไปลงทุนซึ่งอาจให้ผลกำไรที่มากขึ้น

คนรวย: การควบคุมค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป เป็นการลดคุณภาพชีวิต อีกทั้งยังไม่ช่วยเพิ่มฐานะทางการเงินอีกด้วย ดังนั้น คนรวยจึงให้ความสำคัญกับการหาแหล่งรายได้ใหม่

อีกทั้งการได้ดอกเบี้ยเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเงินฝากในธนาคารก็ไม่ได้ เป็นจำนวนที่มากนัก ดังนั้นคนรวยจึงมีมุมมองด้านการเงินที่มีความยืดหยุ่น

และเปิดกว้างพวกเขาจึงมีการนำเงินไปลงทุนในโปรแกรมการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนจำนวนมาก

ทั้งนี้ ข้อแตกต่างระหว่างคนรวย กับคนจนไม่ได้มีเฉพาะ ดังที่กล่าวมาเท่านั้น เพราะเรายังต้องเรียนรู้ ลักษณะนิสัยของพวกเขาเพิ่มเติมอีกด้วย

ขอขอบคุณ s e l f m a d e

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

เจ้านาย 8 แบบนี้ ที่ไม่ควรเป็นหัวหน้าคน

1.เจ้านาย ทรงอำนาจ เจ้านายประเภทนี้ จะดีแต่ออกคำสั่ง มักแสดงพฤติกรรม การใช้อำนาจขณะทำงานหร…