Home ข้อคิด 5 พฤติกรรมที่คนเป็นผู้นำ..ไม่ควรทำต่อลูกน้อง

5 พฤติกรรมที่คนเป็นผู้นำ..ไม่ควรทำต่อลูกน้อง

9 second read
0
0
994

การเป็นหัวหน้างานที่ดีได้นั้น จำเป็นที่ต้องเข้าใจ บทบาทของการนำลูกน้องเพื่อเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างไป คนละทิศคนละทางแบบนั้นคงยากที่จะประสบความสำเร็จตามที่องค์กรคาดหวังไว้

ดังนั้น เมื่อเราถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมานำทีมแล้วไซร้ การเข้าใจบทบาทย่อมมีความสำคัญโดยเฉพาะ คำว่า ภาวะผู้นำ ที่ผู้นำทุกคนควรตระหนักในบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบมากกว่าอำนาจที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งหากพูดถึง ภาวะผู้นำ ในมุมมองของผู้นั้น ผมเชื่อว่าคนที่มีภาวะผู้นำสิ่งแรกที่เขาจะใช้ก่อน

คือ เรื่องของใจ หรือพูดแบบง่าย ๆ คือ อยากได้อะไรจากใคร เขาจะพร้อมให้คนอื่นแบบนั้นก่อนเสมอ เช่น อยากได้รอยยิ้มจากคนรอบข้าง คนที่มีภาวะผู้นำเขาจะไม่รอให้คนอื่นมายิ้มก่อนแต่พร้อมจะยิ้มให้คนอื่นก่อนเสมอ หรือ อยากได้การเคารพให้เกียรติจากคนรอบข้าง

คนที่มีภาวะผู้นำเขาจะพร้อมให้ความเคารพต่อผู้อื่น ให้เกียรติผู้อื่นในการทำงานร่วมกันอยู่เสมอดังนั้น คนที่มีภาวะผู้นำ ต้องพร้อมที่จะนำคนอื่น มีความคิดในเชิงบวก อยู่เสมอ มองโลกตามความเป็นจริงไม่ยึดติด พร้อมเปิดใจรับฟังสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในการทำงานให้ดีขึ้น เป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ตามได้เห็น

และนำไปปรับใช้เพื่ออนาคตในวันข้างหน้า รู้จัก ก ร ะ ตุ้ น จูงใจ ให้กำลังใจได้ในวันที่ผู้ตามท้อถอยและกล้าที่จะแนะนำ สอนในสิ่งที่ดี เพื่อ ก ร ะ ตุ้ น ความคิดให้ผู้ตามมีแนวทางในการพัฒนาตนเอง และพัฒนางานให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน นั่นคือ สิ่งที่ผมเชื่อว่า ผู้นำที่ดีควรต้องปฏิบัติ

แต่เชื่อไหมครับ จากประสบการณ์ที่ผมทำงานด้านบุคคลและปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นวิทยากรแก้ไขปัญหา ให้องค์กรต่าง ๆ ผมพบว่า ปัญหาที่คนส่วนใหญ่ลาออมักเกิดจากหัวหน้างาน เพราะหัวหน้างานบางคน ไม่เข้าใจในบทบาทของการเป็น ผู้นำที่มีภาวะผู้นำ

และมักใช้อำนาจใช้คำพูดใช้กิริยาท่าทางที่ไม่ดี จนทำให้ลูกน้องขาดความเคารพ จนสุดท้ายทนไม่ไหว ก็ลาออกไปซึ่งบทความนี้ผมขอนำเสนอ 5 พฤติกรรมที่ผู้นำไม่ควรทำต่อลูกน้องในทุก ๆ วัน มีอะไรบ้างตามมาอ่านกันครับ

1.ขาดการเคารพให้เกียรติลูกน้อง

เพราะการสวมบทบาท ของหัวหน้างาน คือ การใส่หัวโขน ซึ่งหัวโขนที่ใส่อยู่นั้น ก็ไม่ควรทะนงตนว่า เราคือ หัวหน้างานมีอำนาจในการสั่งงาน ชี้นิ้วกับลูกน้อง เพราะการเอาแต่ชี้นิ้ว แต่ไม่เคยสอน ไม่เคยคุย ไม่เคยถาม ลูกน้อง จะทำให้การทำงานตรึง เ ค รี ย ด มากกว่าทำงานด้วยความสนุกสนาน

วันนี้ ลองทำแบบใหม่นั่นคือเจอหน้าลูกน้องก็เริ่มด้วยการทักทายพูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้างก่อนเริ่มทำงานสร้างความพร้อมก่อนเริ่มงาน ด้วยการพูดคุยเน้นย้ำเป้าหมายในสิ่งที่ทำ หากเจอปัญหาก็หันหน้ามาคุยกันแก้ไขปัญหาไปด้วยกันมากกว่าปล่อยปัญหาสะสมจนยากจะแก้ไข

หรือหากเรามีลูกน้องที่อายุมากกว่า ก็ลองให้เกียรติลูกน้องคนนั้น ด้วยการยกมือไหว้สวัสดี เปิดการทักทายต่อลูกน้องก่อนดีกว่าทำตัวนิ่ง ๆ หน้าบึ้ง ๆ เพราะการครองใจผู้อื่นได้นั้น เราต้องเริ่มต้นจากการให้ใจคนอื่นก่อนจำไว้ว่า เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนแปลงตัวเราเองได้ครับ

2. ตำหนิผลงานที่ผิดพลาดต่อหน้าลูกน้องคนอื่น

การเป็นหัวหน้างานที่ดีได้นั้น ต้องคำนึงเรื่องการพูดอยู่เสมอ เพราะก่อนพูดเราเป็นนายคำพูด แต่เมื่อพูดไปแล้วคำพูดจะเป็นนายเราย่อมยาก ที่จะหวนคืนกลับมาดังนั้น จงคิดก่อนพูดทุกครั้งและอย่าใช้คำพูดที่ทำให้ลูกน้อง เสียหาย เสียหน้า เสียใจ และเสียความรู้สึก

โดยเฉพาะ การตำหนิผลงานที่ผิดพลาดต่อหน้าลูกน้องคนอื่นเป็นสิ่งที่หัวหน้างานที่ดีจะไม่ทำกัน ซึ่งหากต้องการตำหนิ ควรเรียกมาพบเป็นการส่วนตัวย่อมดีกว่า ยกเว้นกรณีที่ผลงานของลูกน้องคนนั้นทำได้ดี ก็ควรชื่นชมต่อหน้าลูกน้องคนอื่น ๆ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป

3. ปิ ด กั้ น ความคิดเห็นของลูกน้อง

การทำงานส่วนที่สำคัญมาก ๆ คือ ทักษะการฟัง ฟังให้เข้าใจ และแยกแยะข้อมูลเพื่อ นำมาพิจารณาตัดสินใจ มากกว่าฟังเสียงตัวเองเพียงข้างเดียว เพราะการทำงานคนที่รู้ดีที่สุด คือ คนที่อยู่หน้างาน หากเรากล้าเปิดใจถามลูกน้องและฟังเสียงลูกน้องด้วยความเป็นธรรม จริงใจ เราจะได้ข้อมูลที่หลากหลาย

ทั้งนี้ ลูกน้องคงไม่มีอำนาจตัดสินใจแทนหัวหน้างาน แต่การได้ข้อมูลที่มาก ๆ ย่อมดีกว่าที่ไม่มีข้อมูลใด ๆ เลยจริงไหมครับ !!อีกอย่าง หากเรา ปิ ด กั้ น ความคิดของลูกน้องมากเท่าไหร่ ถึงเวลาเมื่อเราเปิดใจฟังลูกน้องมากขึ้นก็อาจสายเกินแก้ เพราะลูกน้องอาจไม่กล้าพูด หรือไม่อยู่พูดแล้วก็ได้ครับ

4.สื่อสารไม่ชัดเจนในการมอบหมายงาน

การมอบหมายงานมี 2 แบบ คือ แบบปากเปล่า และลายลักษณ์อักษรทั้งนี้ การมอบหมายงานโดยเฉพาะ วาจา ทุกครั้งเวลามอบหมายงานต้องพูดให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากกว่า พูดห้วน ๆ สั้น ๆ เช่น พรุ่งนี้นำงานมาส่งพี่ตอนเช้าบนโต๊ะทำงานนะจะสังเกตว่า ตัวอย่างที่ให้ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่

เพราะคำว่า “เช้า”ตีความหมายได้หลายเวลา ซึ่งหากเราไม่ได้ทวนคำพูดนั้นกลับจากลูกน้องย่อมอาจเกิดการคลาดเคลื่อนในเรื่องเวลาไม่มากก็น้อยนะครับ กลับกัน หากเราพูดว่า พรุ่งนี้นำงานมาส่งพี่ตอนเช้า เวลา 9.00 น.บนโต๊ะทำงานนะ

และก่อนให้ลูกน้องไปทำงาน ก็ทวนคำสั่งนั้นอีกครั้งจากกลูกน้องเพื่อให้การสื่อสารตรงกันทั้งผู้ส่งสาร คือ หัวหน้า และผู้รับสาร คือ ลูกน้องย่อมมีโอกาสทำให้งานเดินไปได้ อย่างราบรื่นไม่สะดุดหัวทิ่มจนงานหลุดเกิดความผิดพลาดครับทั้งนี้ หากลูกน้องนำงานมาส่งก่อนเวลา

ก็ควรชมบ้างเพื่อเป็นกำลังใจแต่หาก ยังไม่ถึงเวลานัดหมาย ก็ไม่ควรไปเร่งจี้เอางานนั้นนะครับยกเว้นอาจเดินไปไถ่ถาม ด้วยคำพูดเชิงการให้คำปรึกษาเช่น งานเป็นอย่างไรบ้าง ติดขัดตรงไหนให้พี่ช่วยไหม เพื่อทำให้ลูกน้องเกิดขวัญกำลังใจที่ดีในการเป็นห่วงจากหัวหน้างาน ลองดูนะครับ

5.ทำหน้าท้อกับงานต่อหน้าลูกน้อง

บางครั้งคนเราย่อมมีอาการ ท้อถอยกับงานได้ ซึ่งไม่ผิดหรอกครับ เป็นเรื่องปกติแต่การท้อต่อหน้าลูกน้อง ก็ไม่ควรทำเช่นเดียวกัน เพราะหากวันนี้ หัวหน้ายังไม่เชื่อในงานนั้น ๆ ที่ทำลูกน้องก็ย่อมไม่เชื่อมั่นในตัวหัวหน้างานเช่นเดียวกันดังนั้น การเป็นอย่างที่ดีกับลูกน้องทั้งเรื่องงาน

และเรื่องส่วนตัวคือสิ่งที่หัวหน้างานที่ดีต้องคำนึงอยู่เสมอทั้งนี้ ทุกครั้งที่เจอปัญหาในการทำงาน จงอย่าเลือกคิดแก้ไขปัญหา เพียงลำพังแต่ควรใช้หลักคิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยให้ลูกน้องช่วยกันเสนอความคิดเห็นในการประชุมงาน

อาจเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันมากกว่า ที่หัวหน้างานเอาแต่ เ ค รี ย ด อยู่คนเดียว เชื่อผมเถอะ !!การทำงานที่ดีนั้น ต้องช่วยกันโดยหัวหน้างานต้องสร้างคำว่า

ร่วมใจ ร่วมคิด และร่วมทำ

ร่วมใจ = การสร้างความไว้ เ นื้ อ เชื่อใจเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง

ร่วมคิด = ช่วยกันคิดในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ร่วมทำ = ช่วยกันสร้างผลลัพธ์ของงานให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรร่วมกัน

ทั้ง 5 ข้อ คือ สิ่งที่ผู้นำไม่ควรทำ ต่อ ลูกน้องในการปกครอง บริหารทีมลองสำรวจตนเองนะครับว่า ทุกวันนี้เรามี 5 ข้อที่ผมกล่าวถึงหรือไม่หากมีก็ควรปรับปรุงแก้ไข

คิดถึงเสมอว่า ใจเขาใจเรา เราอยากได้อย่างไรต่อผู้อื่น ก็ควรทำแบบนั้นก่อนเสมอครับ จำไว้ว่า เราเลือกผู้นำเราไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นผู้นำที่ดี และเป็นผู้นำที่ภาวะผู้นำได้ครับ

ขอขอบคุณ d r f i s h.t r a i n i n g

Load More Related Articles
Load More By wansuk
Load More In ข้อคิด

Check Also

5 นิสัยการใช้เงิน หากทำแล้ว “เงินเก็บจะงอกเงย”

การรู้จักมีเงินเก็บนั้นไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ตกยุคเลยทีเดียว เพราะหากเร…